วิธีป้องกัน “ภูมิแพ้” และการรักษาเมื่อรู้ตัวว่าเป็น

วิธีป้องกัน “ภูมิแพ้” และการรักษาเมื่อรู้ตัวว่าเป็น อาการแพ้หรือที่เรียกว่าโรคภูมิแพ้นั้นมีหลายเงื่อนไขที่เกิดจากภาวะภูมิไวเกินของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่มีสารที่ไม่เป็นอันตรายในสภาพแวดล้อม โรคเหล่านี้รวมถึงไข้ละอองฟาง , แพ้อาหาร , โรคผิวหนังภูมิแพ้ , โรคภูมิแพ้หอบหืดและภูมิแพ้ อาการอาจรวมถึงดวงตาสีแดง , ผื่นคันจามมีน้ำมูกไหล , หายใจถี่หรือบวม การ แพ้อาหารและอาหารเป็นพิษเป็นเงื่อนไขแยกต่างหาก

สารก่อภูมิแพ้ทั่วไปได้แก่เกสรและอาหารบางชนิด โลหะและสารอื่น ๆ อาจทำให้เกิดปัญหา อาหารแมลงต่อยและยาเป็นสาเหตุของปฏิกิริยารุนแรง การพัฒนาของพวกเขานั้นเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม กลไกที่เกี่ยวข้องกับแอนติบอดี้อิมมูโน E (IgE) ส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ผูกพันกับสารก่อภูมิแพ้และจากนั้นไปรับในเซลล์หรือbasophilsที่มันเป็นต้นเหตุของการปล่อยสารเคมีการอักเสบเช่นฮีสตามี การวินิจฉัยโรคมักจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของบุคคลประวัติทางการแพทย์ การทดสอบผิวหนังหรือเลือดเพิ่มเติมอาจมีประโยชน์ในบางกรณี การทดสอบเชิงบวกอาจไม่ได้หมายความว่ามีการแพ้สารที่เป็นปัญหาอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบันโรคภูมิแพ้พบมากขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้มากขึ้น 3-4 เท่า เมื่อเทียบกับเมื่อ10 ปีก่อน โดยพบโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23-30 โรคหืดร้อยละ 10-15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 6 การพบโรคภูมิแพ้ของระบบการหายใจเพิ่มขึ้นในประเทศไทยก็เพราะวิถีของคนไทยเปลี่ยนไป ประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อยู่กันอย่างแออัด บ้านเรือนจากเดิมที่มีลักษณะโปรง โล่ง มีการถ่ายเท อากาศดีเปลี่ยนไปเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น มีเพดานเตี้ยประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือน ปิดหน้าต่างตลอดเวลา เปิดเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องมีพรมซึ่งมีไรฝุ่นมาก มีต้นไม้ประดับซึ่งมีเชื้อรา นิยมเลี้ยงสุนัข แมวในบ้าน บางคนถึงกับเอาไปนอนด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่เราสูดหรือสัมผัสเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลายิ่งกระตุ้นให้ร่างกายเกิดอาการแพ้ขึ้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น มลพิษในอากาศ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฝุ่นละอองตามถนน ควันจากท่อรถยนต์และจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยทำให้เกิดอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาจเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นด้วย เช่น โรคไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก ปวดหัวไมเกรน โรคหอบหืด โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคโพรงจมูกอักเสบอันเป็นผลมาจากการเป็นภูมิแพ้หรือแพ้อากาศที่จะมีอาการแทรกซ้อนอย่างไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หรือนอนกรนได้บ่อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนรบกวนการนอนหลับ ทำให้นอนหลับไม่สนิทหรือนอนไม่อิ่ม และในบางครั้งก็ส่งผลให้เกิดการหยุดหายใจในขณะหลับได้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่กว่าเดิมอีกด้วย เนื่องจากฤทธิ์ของยารักษาโรคภูมิแพ้จะทำให้มีอาการง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา จนมีผลกระทบต่อการเรียนหรือการทำงานในที่สุด

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ควรดูแลรักษาตัวอย่างไร
สิ่งสำคัญของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ คือ ต้องดูแลตัวเองให้ดี เลี่ยงสิ่งที่แพ้ และใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการรุนแรงขึ้นหรือยาที่ใช้ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ผู้ป่วยควรรีบเข้าพบแพทย์ก่อนวันนัด รวมทั้งควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจดูว่ามีอาการแทรกซ้อนอะไรหรือไม่ และปรับการรักษาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป